วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างสารพิษจากโลหะหนัก

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างสารพิษจากโลหะหนัก: เช่น สารตะกั่ว ทองแดง ยาฆ่าแมลง(DDT) ยาฆ่าหญ้าและวัชพืช สารเคมีตกค้าง ควันรถเขม่ารถ ควันดำ ควันขาว ควันพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม การดื่มน้ำประ...

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างสะเก็ตเลือดตกค้างในกระแสเลือด

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างสะเก็ตเลือดตกค้างในกระแสเลือด:  สูตรล้างสะเก็ตเลือดตกค้างแล้วเกิดการอุดตันในกระแสเลือด สะเก็ตเลือด จากการที่คนเราเคยประสบอุบัติเหตุ ถูกชน ถูกกระแทก การเป็นนักมวย นักกีฬา...

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก(ริสชี่) แบบง่ายๆทำ...

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรการรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก(ริสชี่) แบบง่ายๆทำ...: รักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก  โรคริดสีดวงทวาร เกิดมาจากการพองโปร่งโตของหลอดเลือดและเนื้อเยื่อบริเวณลำไส้ตรงเพื่อขับของเสียออกนั้น เกิดการอุดตัน...

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างไขมันในลำไส้เล็ก

อาหารธรรมชาติบำบัด: สูตรล้างไขมันในลำไส้เล็ก: บทความนี้จากหนังสือ  แก้เจ็บ แก้จน  ของ  อาจารย์สุทธิวัสส์ คำภา   กล่าวไว้ว่า " เวลาบ่ายโมง ถึง บ่ายสาม คือช่วงเวลาของลำไส้เล็ก " ที่พลังช...

วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คุณค่าของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสายตาของคนอื่น


คุณค่าของคนเราไม่ได้ถูกกำหนดด้วยสายตาของคนอื่น เขากล่าวหาในสิ่งที่ไม่จิรง คุณค่าของเราก็ยังมีเหมือนเดิม เป็นสิ่งที่เรากำลังสัมผัสอยู่ คนอื่นจะเห็นหรือไม่เห็น เป็นเรื่องของเขา

วันจันทร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ความรู้สึกในการพูดที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น

ความรู้สึกในการพูดที่ทำให้รู้สึกอบอุ่น


เรื่องด่วน, ให้ค่อยๆพูด
เรื่องใหญ่, พูดให้ชัดเจน ชัดถ้อยชัดคำ
เรื่องเล็ก, พูดให้เป็นเรื่องตลก


สิ่งที่ไม่แน่ใจ, ให้ระวังที่การพูด
เรื่องที่ยังไม่เกิดขึ้น, ไม่ต้องไปพูด
เรื่องที่ทำไม่ได้, ไม่ต้องพูด


คำพูดที่ทำร้ายคนอื่น, ไม่ควรพูด
เรื่องน่าเกลียดชัง, ให้พูดถึงเรื่องอย่าพูดถึงคน
เรื่องน่ายินดี, ให้ดูโอกาสก่อนที่จะพูด


เรื่องที่ทำร้ายจิตใจ, ไม่ควรพูดกับใคร
เรื่องของคนอื่น, ให้พูดอย่างระวัง
เรื่องของตัวเอง, ฟังหัวใจของตัวเองด้วยว่าพูดว่าอะไร


เรื่องของปัจจุบัน, ทำเสร็จแล้วค่อยพูด
เรื่องของอนาคต, ถึงเวลาแล้วค่อยพูด

ปรับความคิด เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ พร้อมความมั่นใจ

ปรับความคิด เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ พร้อมความมั่นใจ
1. อย่ากลัวการเปลี่ยนแปลง ให้หากำลังใจจากเพื่อน หรือแรงบันดาลใจจากบุคคลในอุดมคติที่คุณชื่นชม ในการที่เขาประสบความสำเร็จในชีวิต
2. คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดี ย่อมมีโอกาสดีกว่าคนอื่นเสมอ โดยคิดว่าการเปลี่ยนตัวเองเป็นโอกาส โอกาสที่คุณจะได้ลองทำสิ่งใหม่ๆ และอาจค้นพบสิ่งใหม่ๆ ที่ดีกว่ารอคุณอยู่ข้างหน้า


3. ค้นหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ จริงๆ จังๆ สักทีแล้ว สร้างอะไรๆ ให้ชีวิต โดยสิ่งนั้นอาจเป็นจุดหมายในชีวิตหรือสิ่งที่คุณชอบก็ได้
4. สร้างความมั่นใจให้ตัวเอง ปรับรูปลักษณ์และบุคลิกภาพ ให้เป็นสาวรูปร่างสมส่วน และใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองมากขึ้น โดยเริ่มวางแผนการกินอาหารใให้ครบทั้ง 5 หมู่ ทานผักและผลไม้เป็นประจำไขมันต่ำ ออกกำลังกาย จะทำให้คุณมั่นใจมากยิ่งขึ้นค่ะ


5. ลบอดีต คิดถึงปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขอดีตได้ ปัจจุบันที่อยู่ตรงหน้าต่างหาก ที่เราสามารถเลือกและทำให้ดีที่สุดได้ การมองไปข้างหน้า มองไปยังเป้าหมายในการดำเนินชีวิตให้ชัดๆ ย่อมดีกว่า ที่จะมานั่งเสียดายกับสิ่งที่ผ่านไปแล้วค่ะ
6. ลงมือทำทันที เมื่อปรับตัว ปรับใจ อย่าปล่อยให้เสียเวลาอีกต่อไป


7.จัดสรรเวลา แบ่งเวลาของคุณตาม “กฎ 80-20” กล่าวคือ เราจะแบ่งเวลาให้สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเราที่ 20% และอีก 80% ให้เวลากับสิ่งสำคัญที่รองๆ ลงไป แล้วคุณจะเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงของการบริหารเวลาชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น
8. เปิดใจรับรู้สิ่งใหม่ ด้วยใจปราศจากอคติ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องในโลกใบนี้ที่เรายังไม่รู้ บางทีสิ่งเหล่านั้นอาจนำพาโอกาสดีๆ ในอนาคตมาให้คุณก็เป็นได้


ขอ เพียงตั้งใจจริง เชื่อว่าคุณต้องสามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ และทำในสิ่งที่คุณคิดฝันไว้ แถมไปถึงเป้าหมายในชีวิตที่อยากเป็นได้อย่างแน่นอนค่ะ





วันศุกร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

มองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน

เพราะความสุขของคนเราขึ้นอยู่กับมุมมองของการใช้ชีวิต
หากมัวแต่มองชีวิตเฉพาะในส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลว
ชีวิตก็คงไร้ซึ่งความสุขอยู่ไม่จบไม่สิ้น แต่กลับกัน
ถ้าหากคนเรามองชีวิตในด้านบวก
และมองเห็นความสุขเล็ก ๆ น้อย ๆ ในชีวิตแต่ละวัน

แล้วเลือกที่จะมองข้ามส่วนที่ผิดพลาดล้มเหลวไปล่ะก็
ชีวิตของคนเราก็คงจะมีคุณค่ามีความสุขมากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ

ขอเน้นไปที่การใช้ชีวิตบนเส้นทางของความฝัน
เพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลาย ๆ คนที่ชีวิตไม่ราบเรียบ ล้มลุกคลุกคลาน
และกำลังท้อแท้บนเส้นทางความฝันของตัวเอง ให้ได้มองชีวิตในแง่บวกมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

แต่ขอให้คิดเสียว่า โกรธเมื่อไร ผิดทันที

ชอบ หรือไม่ชอบ เป็นอารมณ์เฉพาะของตัวเอง ไม่ใช่ตัวเองชอบ ก็ถือว่าสิ่งนั้นดี หรือถ้าไม่ชอบ ก็ถือว่าไม่ดีเสมอไป ดังนั้น อย่าเอาความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบมาตัดสินว่า เขา/เธอ ดีหรือไม่ดี


ควรลดความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ เพราะมันเป็นความผิดของเขา อย่าเอามาเป็นความผิดใจ หรือทำลายใจของเรา แต่ขอให้คิดเสียว่า โกรธเมื่อไร ผิดทันที เพราะสมมติว่า เขา หรือเธอทำแก้วแตกโดยความประมาท ถ้ายิ่งโกรธ ใจก็จะเป็นทุกข์ตามไปด้วย

ควรตั้งสติ หยุดคิดก่อน และให้คิดทวนกระแส อย่าคิดตามอารมณ์ เช่น ไม่ควรคิดว่า ทำไมเขาไม่ทำอย่างนั้น ไม่เป็นอย่างนี้ เพราะถ้ายิ่งคิด ก็จะเกิดการปรุงแต่ง จนเกิดภาพ เกิดชาติ และเกิดอัตตาตัวตนได้

“เมื่อรู้ว่าความโกรธไม่ดี ใครโกรธเราก็อย่ารับ และอย่าโกรธตัวเองในทุกสถานการณ์ สอดรับกับที่พระพุทธองค์ได้สอนไว้ว่า ความโกรธ เหมือนการทำอาหารให้คนอื่นกิน ถ้าเขาไม่กิน คนทำ (คนโกรธ) ก็ต้องกินเอง”

วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

คนเราเสียใจกับเรื่องอะไรก่อนที่จะตาย

หนังสือขายดีใน Amazon เล่มหนึ่ง ชื่อว่า “The Top Five Regrets of the Dying” เขียนโดย Bronnie Ware ซึ่งเป็นคนดูแลผู้ป่วยที่รู้ตัวว่ากำลังจะเสียชีวิตและกลับไปอยู่ที่บ้านเพื่อรอวันตาย โดยเธอจะอยู่กับผู้ป่วยเหล่านี้ในช่วงสามถึงสิบสองสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผู้ป่วยจะเสียชีวิต โดยในช่วงเวลาดังกล่าว เธอได้มีโอกาสพูดคุยและรับฟังความในใจของผู้ป่วยเหล่านี้ เมื่อถามถึงสิ่งที่เสียใจหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่อยากจะย้อนอดีตไปเปลี่ยนแปลงนั้น เธอพบว่ามีอยู่ห้าประเด็นหลักๆ ดังต่อไปนี้



ประเด็นแรก พวกเขาน่าจะใช้ชีวิตตามความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง มากกว่าตามความคาดหวังของคนอื่น (I wish I’d had the courage to live a life true to myself, not the life others expected of me.)

เกือบทุกคนที่กำลังจะเสียชีวิตจะพูดถึงประเด็นนี้ เมื่อพวกเขารู้ตัวว่าชีวิตได้ล่วงเลยมาจนถึงขั้นนี้แล้ว และย้อนกลับไปมองอดีต เขาจะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นว่าอะไรที่อยากทำ อะไรที่ได้ทำ และอะไรที่ยังไม่ได้ทำ

กว่าพวกเขาจะรู้สึกว่า มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่ควรจะเดินตามความฝันของตัวเอง หรืออย่างน้อยก็แค่พยายาม มันก็สายเกินไป สุขภาพของพวกเขาเอาอิสรภาพในการตัดสินใจทำไปจากพวกเขาแล้ว และก็ไม่มีวันจะคืนให้เขาอีกต่อไป


ประเด็นที่สอง พวกเขาจะไม่ทำงานหนัก (I wish I didn’t work so hard.)

งานหนักที่พวกเขาเคยรู้สึกว่าไม่ทำไม่ได้นั้น พาพวกเขาออกห่างจากชีวิตส่วนตัว ลูกๆ ครอบครัว และคนสำคัญของชีวิต พวกเขาไขว่คว้าและวิ่งตามแต่เงินทอง ชื่อเสียง เกียรติยศ หรือแม้กระทั่งการยอมรับจากคนที่อยู่นอกวงกลมของชีวิต โดยที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อนว่าตัวเองทำอย่างนั้น

พวกเขาคิดว่าพวกเขาน่าจะมีตารางเวลาที่ดี แสวงหาเงินทอง ชื่อเสียง หรือเกียรติยศเท่าที่พอเพียง และแบ่งเวลาไปให้กับชีวิตส่วนตัว ลูกๆ ครอบครัว และคนสำคัญของชีวิต เพราะท้ายที่สุดแล้ว เมื่อพวกเขาหมดลมหายใจ จะไม่มีอะไรที่ติดตัวพวกเขาไปเลยสักอย่างเดียว



ประเด็นที่สาม พวกเขาน่าจะกล้าแสดงความรู้สึกของตัวเองให้มากกว่านี้ (I wish I’d had the courage to express my feelings.)

คนจำนวนมากเก็บความรู้สึกของตัวเองเอาไว้ข้างใน เพราะเกรงใจ เพราะกลัวคนจะว่า เพราะกลัวจะไปขัดใจคนอื่น แต่ความรู้สึกเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความเครียด และความรู้สึกไม่ดีกับตัวเองในภายหลัง นอกจากนี้ ความต้องการแสดงความรู้สึกของตัวเองไม่ได้มีเฉพาะด้านลบเท่านั้น พวกเขายังไม่แทบจะไม่ได้แสดงความรู้สึกดีดีออกไปให้บางคนที่ได้รับรู้ในสถานการณ์นั้นๆ เมื่อเวลาผ่านมา จนถึงที่พวกเขากำลังจะเสียชีวิต หลายคนก็เสียชีวิตไปก่อนเขา และหลายครั้งมันก็เลยสถานการณ์นั้นๆ มานานแล้ว

หากพวกเขาได้แสดงความต้องการออกไปอย่างที่ตัวเองรู้สึก ทั้งเรื่องดีและเรื่องไม่ดีนั้น จะทำให้พวกเขาไม่มีอะไรค้างคาอยู่ในใจ รู้สึกดีกับตัวเองมากกว่านี้ และเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง



ประเด็นที่สี่ พวกเขาจะอยู่กับเพื่อนเก่าๆ ให้นานกว่านี้ (I wish I had stayed in touch with my friends.)

บ่อยครั้งที่พวกเขารับรู้ถึงความสุขที่แท้จริงจากการได้อยู่กับเพื่อนเก่าๆ ก็ต่อเมื่อตัวเขาเองกำลังจะเสียชีวิตลง หรือเพื่อนๆ ของเขาเหล่านั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ที่ผ่านมา พวกเขาก็ห่างเหินจากเพื่อนเก่าๆ ที่สนิทกันมากๆ ไปเป็นปีๆ และเมื่อพวกเขากำลังจะเสียชีวิต พวกเขาก็รู้สึกเสียใจกับช่วงเวลาที่ผ่านมา

มันอาจจะดูเป็นเรื่องธรรมดาที่ชีวิตอันยุ่งเหยิงจะพาเราออกจากเพื่อนๆ แต่เมื่อเรากำลังจะเสียชีวิตลง พวกเขากลับต้องการเพื่อนๆ พูดคุย เห็นหน้า ดูหนังด้วยกัน ไปเที่ยวกัน มากกว่าเรื่องอื่นๆ เสียอีก



ประเด็นที่ห้า พวกเขาน่าจะทำให้ชีวิตมีความสุขมากกว่านี้ (I wish that I had let myself be happier.)

เป็นเรื่องน่าแปลกใจมาก เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่กำลังจะเสียชีวิตกลับตระหนักว่า ความสุขนั้นอยู่ที่ตัวเราเอง พวกเขาดำเนินชีวิตแบบเดิมๆ ใช้ชีวิตแบบซ้ำๆ แล้วก็หลอกตัวเองว่าสิ่งที่ทำอยู่มันดีอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งก็เพราะกลัวการเปลี่ยนแปลง หรือไม่ก็ไม่อยากจะลำบากต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

เมื่อพวกเขากำลังจะเสียชีวิต และย้อนเวลากลับไปนึกถึง พวกเขารู้สึกว่าความสุขในชีวิตนั้น เกิดจากสิ่งที่เขาเลือก อะไรก็ตามที่ทำอยู่ซ้ำๆ จะไม่ได้ให้อะไรกับชีวิตมากนัก แต่จุดเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่เป็นไปตามความต้องการของตนเองนั้น ไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว มีความหมายกับชีวิตมากกว่านัก

***



หลายคนอาจจะสงสัยว่า [เสด-ถะ-สาด].com ได้บอกไว้ว่าเดือนนี้จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับความรัก ทำไมจึงเป็นบทความนี้ แต่เมื่อเพื่อนๆ ที่ได้อ่านจบแล้ว ก็คงจะได้เห็นคุณค่าของความรักมากขึ้น ทั้งความรักที่มีต่อชีวิตตนเอง รักครอบครัว รักเพื่อน และคนรอบข้าง

ขอให้ทุกท่านใช้ชีวิตอย่างคุ้มค่า ตระหนักกับทุกๆ วินาทีที่ผ่านไปนะครับ เมื่อถึงวันหนึ่งที่เราอยู่ในสถานการณ์เดียวกันกับพวกเขาเหล่านี้ เราจะได้ไม่เสียใจกับช่วงเวลาที่ผ่านไป ขอเป็นกำลังใจให้กับความรักของทุกๆ คนครับ ^^

***************************

คนเรารู้สึก”เสียใจ”กับเรื่องอะไรบ้าง ก่อนเสียชีวิต?

[เสด-ถะ-สาด].com

ที่มา : http://setthasat.com/2012/02/16/the-...-of-the-dying/

ขอบคุณแหล่งข้อมูลครับ
ผมว่าจุดเริ่มต้นของคนเราเริ่มจาก"ทัศนคติ"จากสิ่งนั้นๆก่อน มันจึงจะเกิดแรงบรรดาลใจให้ไปถึงเป้าหมาย ถ้า"ทัศนคติ"คุณผิด มันก็จะผิดเกือบทั้งหมด

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อย่าเชื่อความรู้สึก

เรามักทุ่มใจ ไปอยู่ที่ความรู้สึกนึกคิดของตนเอง

อย่าเชื่อความรู้สึก อย่าเชื่ออารมณ์ อย่ายินดี ยินร้าย

พยายามรักษาใจเย็น ใจดี ใจกลาง ๆ

ปกติเราทำผิดเหมือนกัน เท่ากัน หรืออาจจะมากกว่าเขา

แต่ความรู้สึกของเรามักจะมากกว่าเขา

และไม่เห็นความผิดของตัวเองเลยน่ากลัวจริง ๆ



สังเกตุดู คนที่ขี้บ่น ขี้โมโหว่าคนอื่นทำอะไรไม่ดี ไม่ถูก

ตัวของเขาเอง คิดดี พูดดี ทำดีไหม....ก็อาจจะไม่

เราเองก็เหมือนกัน เมื่อเราเกิดอารมณ์ไม่พอใจ

อย่าเชื่อความรู้สึกให้ระงับอารมณ์เสีย ทำใจเป็นกลาง ๆ

ไว้
:
:



อย่าเชื่อความรู้สึก

อย่าเชื่ออารมณ์

อย่ายินดียินร้าย
:

เรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง

ถ้าใจเราโกรธ พูดเหมือนกัน พูดคำเดียวกัน นั่นคือโกรธ

ถ้าใจเราดี ใจเขาดี คำพูดของเราเป็นประโยชน์ นั่นคือ

สอน

เมื่อเราอยู่ในสังคม สิ่งที่ต้องระวังคือ หากเห็นใครทำผิด

อย่ายึดมั่นถือมั่นในความรู้สึกและความคิดของตน

อย่ายินดี อย่ายินร้าย ใจเย็น ๆ ไว้ก่อน



พยายามอบรมใจตนเองว่า

ธรรมชาติของคนเรา มักจะมองข้ามความผิดของตนเอง

ชอบจับผิดแต่คนอื่น




มองเห็นความผิดของคนอื่นเหมือนภูเขา

เห็นความผิดตนเท่ารูเข็ม

ตดคนอื่นเหม็นเหลือทน

ตดตนเองเหม็นไม่เป็นไร

ปากคนอื่นเหม็นเหลือทน

ปากของตนเหม็นไม่รู้สึกอะไร
:

วันจันทร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ให้กำลังใจตัวเอง. ให้พลังตัวเอง

<๑. อย่าเปรียบเทียบชีวิตของตัว เองกับคนอื่น คุณไม่รู้หรอกว่าคนที่คุณอิจฉานั้นเขา มีความทุกข์ยิ่งกว่าคุณอย่างไรบ้าง ๒. อย่าคิดทางลบเกี่ยวกับ เรื่องที่คุณควบคุมหรือกำหนดไม่ได้ แทนที่จะมองโลก ในแง่ร้าย, ก็ทุ่มเทกำลังและพลังงานให้กับความคิด ทางบวก ณ ปัจจุบันเสีย ๓. อย่าทำอะไร เกินกว่าที่ตัวเองทำได้...รู้ว่าขีดจำกัดของตัวเองอยู่ที่ไหน ๔.. อย่าเอา จริงเอาจังกับตัวเองนัก เพราะคนอื่นเขา ไม่ได้ซีเรียสกับคุณเท่าไหร่หรอก ๕. อย่า เสียเวลาและพลังงานอันมีค่าของคุณกับ เรื่องหยุมหยิมหรือเรื่องซุบซิบ....นอกเสียจากว่ามันจะทำให้คุณ ผ่อนคลายได้อย่างจริงจัง ๖. จงฝันตอนตื่นมากกว่าตอน หลับ ๗. ความ รู้สึกอิจฉาริษยาเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า ๆ ปลี้ ๆ...คิดให้ดีก็จะรู้ว่าคุณมีทุกอย่างที่คุณจำเป็นต้องมีแล้ว ๘. ลืมเรื่อง ขัดแย้งในอดีตเสีย และอย่าได้เตือนสามี หรือภรรยาคุณเกี่ยวกับความผิดพลาดในอดีตของอีกฝ่ายหนึ่งเลย เพราะมันจะทำลายความสุขปัจจุบันของคุณ ๙. ชีวิตนี้สั้นเกินกว่าที่เราจะไปโกรธเกลียดใคร...จงอย่าเกลียดคนอื่น ๑๐.ประกาศ สงบศึกกับอดีตให้สิ้น, จะได้ไม่ทำลายปัจจุบันของคุณ ๑๑.ไม่มีใครกำหนดความสุขของคุณได้นอกจากคุณเอง ๑๒.จงเข้าใจเสียว่าชีวิตก็คือโรงเรียน คุณมาเพื่อเรียน รู้ และปัญหาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของหลักสูตรซึ่งมาแล้วก็หาย ไป...เหมือนโจทย์วิชาพีชคณิต...แต่สิ่งที่คุณเรียนรู้นั้นอยู่กับคุณตลอด ชีวิต ๑๓. จง ยิ้มและหัวเราะมากขึ้น ๑๔. คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกครั้งที่ถก เถียงกับคนอื่นหรอก...บางครั้งก็ยอมรับว่าเราเห็นแตกต่างกัน ได้...เห็นพ้องที่จะเห็นต่างก็ไม่เห็นเสียหายแต่อย่างไร แล้วเราควรจะมีทัศนคติอย่างไรต่อชุมชนและคนรอบข้าง เราล่ะ? ๑. อย่าลืมโทรฯหาครอบครัวบ่อย ๆ ๒. จงหาอะไรดี ๆ ให้คนอื่นทุกวัน ๓. จงให้อภัยทุกคนสำหรับทุกอย่าง ๔. จงหาเวลาอยู่กับคนอายุเกิน 70 และต่ำกว่า 6ขวบ ๕. พยายามทำให้อย่างน้อย 3 คนยิ้มได้ทุกวัน ๖. คนอื่นเขาคิดอย่างไรกับคุณไม่ใช่ เรื่องของคุณสัก หน่อย ๗. งานของคุณไม่ดูแลคุณตอนคุณป่วยหรอก แต่ครอบครัวและเพื่อนคุณต่างหากเล่าที่จะดูแลคุณในยามคุณมีปัญหา สุขภาพ ดังนั้น, อย่าได้ห่างเหินกับคนใกล้ชิดเป็น อันขาด และถ้าหากสามารถดำรงชีวิตให้มีความหมายได้, ก็ควรจะทำ ดังต่อไปนี้ ๑. ทำสิ่งที่ควรทำ ๒. อะไรที่ไม่เป็นประโยชน์, ไม่สวย, ไม่น่ารื่นรมย์,จงทิ้ง ไปเสีย...เก็บไว้ทำไม? ๓. เวลาและพระเจ้าย่อมรักษาแผล ทุกอย่างได้ ๔. ไม่ว่าสถานการณ์จะดีหรือเลวปานใด, เดี๋ยว มันก็เปลี่ยน ๕. ไม่ว่าคุณจะรู้สึกอย่างไรในตอนเช้าของทุกวัน, จงลุก จากเตียง, แต่ง ตัวและปรากฎตัวต่อหน้าคนที่เราร่วมงาน ด้วย...get up, dress up and show up. ๖. สิ่งที่ดีที่สุดยังมาไม่ถึง ๗. ถ้าคุณยังลุกขึ้นตอนเช้าได้, อย่าลืมขอบคุณพระเจ้า หรือสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ที่คุณนับถือเสียด้วย ๘. เชื่อเถอะว่าส่วนลึก ๆ ในใจของคุณนั้นมีความสุข เสมอ...ดังนั้น, ส่วนนอกของคุณทุกข์โศกไปทำไมเล่า และสุดท้ายที่สำคัญที่สุด /b>

วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใจนำทาง


เพลงใจนำทาง ปาน ธนพร Parn อัลบัม พรหมลิขิต

คืนที่บนฟ้านั้นมืดสนิท ในชั่วโมงที่ชีวิตไม่เหลือไม่มีทางไหนสักทาง
ทุกทิศในใจไร้แสงสว่าง เธอเหลือแค่เพียงเท่านั้นแค่ลมหายใจ
ยอมหยุดเอาไว้หรือก้าวไปต่อ เธอจะถอย เธอจะท้อหรือพร้อม และสู้เพื่อจุดความหวังขึ้นใหม่
ถึงไร้ดวงดาว ถึงมืดเท่าไหร่ ไม่อาจจะดับไฟฝันในใจ ที่พาเธอก้าวข้ามคืนนี้ไป
ดื่มดวงตะวันที่ทอแสงมา
* ชีวิตต้องอยู่เพื่อวันพรุ่งนี้ ชีวิตต้องผ่านนาทีร้ายร้าย
เพื่อให้เราเข้าใจความหมายของคำหนึ่งนั่นคือศรัทธา
สิ่งที่ยากที่สุด มันจะยากที่สุด เมื่อเราหยุดไขว่คว้า
มืดเพียงใดแค่สายตา ถ้าหัวใจมีไฟนำทาง

แพ้ ไม่ใช่สิ่งที่แย่ที่สุด แต่ว่าใจที่ชำรุดต้องพร้อม ต้องสู้เพื่อจุดความหวังขึ้นใหม่
ยิ่งเชื่อตัวเอง ยิ่งเชื่อเท่าไหร่ ยิ่งเท่ากับก่อไฟฝันในใจ เพื่อส่องให้เห็นหนทางให้ไป
ก่อนดวงตะวันจะทอแสงมา


วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ธนบัตรเก่าและไม่มีคนเหลียวแลก็มีค่าเสมอ

ธนบัตรเก่าและไม่มีคนเหลียวแลก็มีค่าเสมอ

อาจารย์มหาวิทยาลัยคนนึง เริ่มการสนทนาในชั้นเรียนด้วยการควักธนบัตรใบละ 1,000 บาท ...ออกมาให้นักศึกษาดู

แล้วถามว่า "มีใครอยากได้บ้างไหม"

นักศึกษาทุกคนยกมือขึ้น.. อาจารย์ขยำธนบัตรนั้นจนยับยู้ยี่..แล้วถามอีกครั้งว่า "มีใครยังอยากได้ธนบัตรใบนี้อีกหรือไม่?" ทุกคนยังยกมือขึ้นเหมือนเดิม และอาจารย์ถามต่ออีกว่า "ถ้าสมมุติว่า ธนบัตรใบนี้ถูกทิ้งอยู่บนพื้น แล้วมีคนมาเหยียบย่ำจนสกปรก ยังจะมีใครอยากได้อีกหรือไม่?"

นักศึกษาทุกคนก็ตอบว่ายังอยากได้......

อาจารย์จึงกล่าวสรุปว่า "นี่คือสิ่งมีค่า ที่พวกเธอได้เรียนรู้ในวันนี้ ไม่ว่าจะเธอจะทำอะไรกับธนบัตรใบนี้ มันก็คงยังมีราคา 1,000 บาทเสมอ ชีวิตคนเราก็เช่นเดียวกัน บางครั้ง เราอาจจะถูกทอดทิ้ง ถูกใครต่อใครซ้ำเติม เหยีบย่ำ ถูกขยี้ ยับเยิน เพราะผิดพลาดในการก้าวเดินของชีวิต จนทำให้เธอเกิดความรู้สึกว่าตนเอง ไร้ค่า แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เธอก็ยังมี คุณค่าของความเป็นคน ไม่ว่าเธอจะสะอาดเอี่ยม หรือยับยู้ยี่เปรอะเปื้อนไปด้วย
>

วันอังคารที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2554

อย่ามัวแต่น้อยใจ

อย่ามัวแต่น้อยใจ





อย่ามัวแต่น้อยเนื้อต่ำใจ

ปล่อยให้ปมด้อยในชีวิต

กดดันความรู้สึกจนตกต่ำ

อย่าเฝ้าเหยียบย่ำซ้ำเติมตนเอง

จนเหมือนคนไร้ค่า



ขอให้ค้นหาสิ่งดีดี ที่มีอยู่แม้เพียงน้อยนิด

เพื่อนำมาเป็นหลักนำชีวิต ให้ก้าวไปข้างหน้า

เราจะไปได้ดีเท่าที่เราควรจะไป

คนชอบรู้เรื่องชาวบ้านคือคนที่ไ​ม่รู้จักตัวเองดีพอ

ว.วชิรเมธี
ดอกไม้หอมได้บางดอก แต่คนหอมได้ทุกคน ถ้าเป็นคนดี
หอม “พอ”ว.วชิรเมธี

ยิ่งเรา “พอ” เร็วเท่าไหร่ ชีวิตเราก็ยิ่งมีความสุขเร็วเท่​านั้น การรู้จักพอจึงเป็นวิธีเพิ่มควา​มสุขที่ง่ายที่สุด

: ค่าน้ำนมยิ่งใหญ่ใครก็รู้ว.วชิรเมธี
ค่าน้ำนมยิ่งใหญ่ใครก็รู้ แต่ยังสู้เนรคุณพ่อทูนหัว ต้องเทศน์อีกกี่ครั้งจึ่งสร่างม​ัว พ้นเป็นบัวใต้ตมชมตะวัน


คนชอบรู้เรื่องชาวบ้านว.วชิรเมธี
คนชอบรู้เรื่องชาวบ้านคือคนที่ไ​ม่รู้จักตัวเองดีพอ ไม่รู้ว่าเรื่องที่สำคัญสุดคือเ​รื่องของตัวเอง ตนยังมีทุกข์แต่กลับสนุกที่เฝ้า​มองคนอื่น

: คนล้ม 3 แบบว.วชิรเมธี
ในโลกนี้มีคนล้มอยู่ 3 แบบ 1. ล้มแล้วตาย 2. ล้มแล้วเข็ด 3. ล้มแล้วสู้ คุณอยากอยู่ในจำพวกไหนลองคิดดู


: สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันว.วชิรเมธี
นิ้ว1นิ้วไม่เป็นมือ คน1คนไม่เป็นบ้าน เจ้าอาวาส1รูปไม่เป็นวัด นายก1คนไม่เป็นประเทศ สรรพสิ่งล้วนอิงอาศัยกันไม่มีใค​รใหญ่อยู่ได้คนเดียวในโลก

let it go ว.วชิรเมธี
เมื่อทำเต็มที่ ทำอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ผลไม่เป็นอย่างที่หวัง จงบอกตัวเองว่า “สุดมือสอยก็ต้องปล่อยมันไป” (let it go)